Monday, March 17, 2008
มารู้จักกับ โรงเรียนในบ้าน
เนื่องจากระบบการศึกษาในโรงเรียนไม่ประสบผลสำเร็จกับนักเรียนส่วนหนึ่ง ทำให้การเรียนรู้ของเด็กนักเรียนถูกบ่มสอนให้อยู่กับการท่องจำเป็นหลัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กไม่ได้ถูกฝึกให้ใช้ความคิด และ ไม่ต้องการที่ขวนขวายเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง การพัฒนาที่ไม่เกิดความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้ในปัจจุบันประเทศชั้นนำหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, นอร์เวย์, อังกฤษ, แคนาดา, และอื่นๆ ได้มองเห็นถึงปัญหานี้จึงพยายามจะพัฒนาระบบ Homeschool หรือ "โรงเรียนในบ้าน" เพื่อเป็นแนวการศึกษาใหม่ หรือเป็นตัวเลือกอีกหนึ่งตัวเลือกในการศึกษา
พอเข้าใจกันอย่างคร่าวๆแล้วว่า โรงเรียนในบ้านคืออะไร
ครั้งต่อไปจะนำเสนอถึงความจำเป็นที่นำไปสู่การมี โรงเรียนในบ้าน
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ http://www.livsuccess.com
Thursday, February 21, 2008
การจัดลำดับมหาวิทยาลัยโลกบอกอะไรเราบ้าง
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=chonlathep&date=09-08-2007&group=1&gblog=8
ข้อความเบื้องต้นเป็นข้อความที่หยิบยกมาจาก บล๊อกของนักวิชาการอิสระท่านหนึ่ง
บทความนี้นำเรื่องด้วยอันดับมหาวิทยาลัยของโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยของไทย ไม่ติดอันดับ1 ใน 100 ของโลกเลย
มันแสดงถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยรึเปล่า? บางครั้งก็ชวนให้นึกว่า 12 ปี กับการศึกษาขั้นพื้นฐาน + กับอีก 4 ปีเป็นอย่างน้อยของชีวิตในมหาวิทยาลัย รวมเป็น 16 ปีเป็นอย่างต่ำ
16ปีในการเรียน + อายุก่อนเข้าเรียนป.1 อย่างต่ำก็รวมเป็น 20ปี
บางคนกว่าจะจบชีวิตปาเข้าไป 1 ส่วน 4 จาก 100ปี
คงต้องให้ทุกคนตอบคำถามนี้กันเองว่า คุณคิดว่า 16 ปี ที่คุณเรียน การศึกษาให้อะไรกับคุณบ้าง
หรือเพียงเรียนไปตามหลักสูตรเพื่อให้จบ...สอบแล้วก็ผ่าน...แล้วบางทีก็ลืม
สิ่งใดที่ระบบการศึกษาของไทยขาดหายไป และเราจะร่วมแก้ไขมันอย่างไร
เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตอย่างมีความสุข บนการศึกษาที่สร้างความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
http://www.webometrics.info/
อันดับมหาวิทยาลัยโดยการจัดลำดับจากข้อมูลจากเวบไซต์ของมหาวิทยาลัย
Saturday, February 9, 2008
คุณแม่ตัวอย่าง และ Homeschool ใน dragonball z !!!
สำหรับเพื่อนๆในรุ่นเดียวกับเรา(อายุ20++) และน้องๆทั้งหลายในยุคสมัยนี้(2008)
การ์ตูนเรื่อง Dragonball Z ได้ถูกนำมาฉายซ้ำหลายครั้งด้วยกัน
ไม่ว่าจะทางช่อง 3 ช่อง 9 ช่องITV(ในอดีต)
การ์ตูนเรื่องนี้หากมองผ่านๆแล้วก็ดูจะมีความรุนแรงในเรื่องการต่อสู้มากมายเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีแอบทะลึ่งนิดๆในภาคพระเอกตอนเด็กๆนิดหน่อย แต่ว่าไม่ได้อนาจารนะคะ
แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ก็สอนอะไรมากมายในทางที่ดี
ไม่ว่าจะเป็นความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ความรักระหว่างเพื่อนฝูง ความรู้สึกที่จะปกป้องคนอื่น
การปกป้องคนอ่อนแอกว่าและไม่ใช้กำลังข่มขู่ผู้อื่น...
แต่ประเด็นที่จะพูดวันนี้คือเรื่องของ Homeschool
บางท่านอาจจะยังไม่รู้จัก ครั้งต่อไปจะมาเขียนแนะนำเกี่ยวกับระบบ Homeschool นะคะ
ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก แต่ดูจะเป็นเรื่องใหม่ของบางคนและประเทศ
ถึงจะมีแต่ก็ยังไม่ถูกยอมรับและไม่แพร่หลาย
รวมทั้งระบบhomeschoolในไทยที่มีก็ยังไม่รองรับและตอบสนองได้ดีเท่ากับ
ประเทศที่ๆเค้าใช่ระบบhomeschoolนี้มานานกว่าอย่างเป็นทางการ
(ปัจจุบันมีศูนย์บริการสำหรับผู้ที่สนใจแล้วนะคะ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่http://www.livsuccess.com/ )
กลับมาเรื่องของ Dragonball Z คะ วันนี้จะขอแนะนำคุณแม่ตัวอย่าง
ใช่แล้วคะ คุณแม่จีจี้ของ โกฮังนี่เอง
วันก่อนน้องเปิด Dragonball Z ขึ้นมา ตอนที่โกฮังเข้าม.ปลายแล้วต้องเข้าไปในเมืองที่อยู่ไกลมากๆ
ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า ใช่แล้วคนที่คอยสอนหนังสือโกฮังมาตั้งแต่เล็กๆในชนบทที่ห่างไกลก็คือคุณแม่จีจี้นี่เอง
(จีจี้อยากให้โกฮังเป็นนักวิชาการ ในขณะที่โกคูอย่าให้โกฮังเป็นนักสู้ที่เก่ง ^^)
ก็ขอปรบมือให้กับคุณแม่จีจี้ที่สอนหนังสือโกฮังที่บ้านมาโดยตลอด
ลักษณะแบบนี้คล้ายคลึงกับ Homeschool เหมือนกันนะคะ
ที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนดูแลและสอนลูกด้วยตัวเอง
นับเป็นตัวอย่างระบบ Homeschool ที่ดีเลยทีเดียว
ไว้คราวหน้าจะมาแนะนำระบบ Homeschool และความจำเป็นที่ทำให้เกิดระบบนี้ให้ฟังกันนะคะ
Tuesday, February 5, 2008
หนูรู้แล้วว่าในอนาคตหนูอยากเป็นอะไร
ข่าวจาก http://hilight.kapook.com/view/20121
คอร์ตนีย์ ได้ประกาศนียบัตรเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ หลังจากเรียนออนไลน์ได้เพียง 8 เดือน แม้ว่าจะอายุนิดเดียว แต่คอร์ตนีย์ก็บอกว่า "หนูรู้แล้วว่าในอนาคตหนูอยากเป็นอะไร"
จริงๆแล้วอยากให้สังเกตุตรงคำว่า "เรียนออนไลน์" และ "หนูรู้แล้วว่าในอนาคตหนูอยากเป็นอะไร" มากกว่า
อาจจะแปลกใหม่สำหรับคนไทย ในระบบเรียน "ออนไลน์" ไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ก็ได้เปิดหลักสูตรการเรียน e-learning แบบได้ degree ในระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอกไปเรียบร้อย
และมีมหาบัณฑิตรับปริญญาไปเรียบร้อยเช่นกัน http://www.elearning.au.edu/ ก็เป็นที่น่าสนใจว่า
ระบบ E-learning จะเติบโตได้มากเพียงไหน และจะมีมาตราฐานได้ดีแค่ไหนกัน?
การเรียนออนไลน์นอกจากจะเปิดโอกาสทางการศึกษาที่มากขึ้นแล้ว ผู้เรียนยังสามารถเลือกเรียนและจัดหลักสูตรตามความสนใจได้อีกด้วย คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้เรียนในสิ่งที่เราชอบเราสนใจ มากกว่าสิ่งที่ต้องจำยอมทนเรียนไปเพื่อให้จบหลักสูตร แน่นอนว่าจะต้องเป็นการเรียนในระบบ e-learning จากสถาบันที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งในประเทศอเมริกา ก็ได้มีการใช้ระบบ e-learning อย่างแพร่หลายมากขึ้น
หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ http://www.livsuccess.com/ ศูนย์บริการการศึกษาผ่านระบบ E-Education แห่งแรกของประเทศไทย
Thursday, January 24, 2008
รอให้ป้อนความรู้ หรือ ค้นคว้าคิดค้นด้วยตัวเองดี?
...ไม่มีคนเข้ามาอ่าน blog ข้าพเจ้าเลยแฮะ...
แต่ไม่เป็นไรซักวันเราจะเป็นนักเขียนที่ดีๆต่อไปในอนาคต...
เอาหละมาว่ากันต่อ ขอหยิบยกบทความของบุคคลท่านหนึ่งขึ้นมา
ซึ่งต้องขอโทษเจ้าของบทความนี้เพราะว่าเราจำไม่ได้ว่าท่านเป็นใคร
เรื่องนั้นมีอยู่ว่า
//**********************
เด็กวัยก่อน 13 ปีเป็นวัยที่เปลี่ยนความคิด และนิสัยง่ายที่สุด เพราะหากเด็กจะไม่ชอบหรือมีปัญหากับการเรียน ก็จะอยู่ที่วัยนี้ หากเรียนวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจ ก็จะทำให้ไม่ชอบเรียนด้านนี้ไปตลอด ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มแก้ที่ตรงนี้ ระบบการศึกษาของไทย มักจะเป็นการป้อนความรู้ให้เด็กมากกว่าให้เด็ก ได้ค้นคว้า หรือได้คิดด้วยตัวเอง เราต้องทำให้เขาได้คิดสร้างสรรค์เองแบบเป็นระบบ หรือให้มองผลที่เกิดขึ้นโยงไปเป็นขั้นๆ เชื่อมกันไปเรื่อยๆ ไม่ใช่คิดเป็นจุดๆ ตรงนี้จะเป็นการรักษา “โรคกลัวคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์” ของเด็กๆ ได้ นี้จึงเป็นสาเหตให้การเรียนรู้ในค่ายคิดเป็นมุมกลับ คือ เอาเทคโนโลยีมาให้ดูให้เห็นลองเล่น ลองทำก่อน ให้เขารู้สึกว่าท้าทายแล้วเด็กจะประทับใจ กลายเป็นความชอบไปเอง” นายยืน กล่าว
//***********************
เป็นอย่างไรบ้างคะ? อ่านแล้วรู้สึกกันอย่างไรบ้าง?
เชื่อว่าความคิดของบุคคลท่านนี้นั้นตรงใจกับใครอีกหลายๆคนเลยทีเดียว
แต่แปลกที่กลับไม่มีคนลุกขึ้นมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
หรือบางทีก็ทำเหมือนจะแก้แต่ก็ไปไม่รอดถึงฝั่ง
อันนี้จะพูดมากว่ามากก็ไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นคนลงไปคลุกคลีกับแนวทางแก้ไขหรือสิ่งที่เค้าว่ากันว่า
กำลังดำเนินการแก้ไข ดังนั้นเดี๋๋ยวจะโดนว่า ไม่รู้จริงอย่าสอด...เอ๋แรงไปรึเปล่า
แต่เราก็มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นกันนะ และก็ไม่ได้พาดพิงว่าใครโดยตรง
แต่ต้องขอชูประโยคนี้ขึ้นมาชัดๆอีกรอบ
ศึกษาของไทย มักจะเป็นการป้อนความรู้ให้เด็กมากกว่าให้เด็ก ได้ค้นคว้า หรือได้คิดด้วยตัวเอง
ไฮไลท์สีแดงไว้ให้ด้วยตจะได้เห็นชัดๆ
ปัญหาของสิ่งนี้คืออะไร ถ้าตามความคิดของเราแล้วนั่นก็คือ
การเรียนจากความไม่ชอบ แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องเรียน
ดังนั้นผลลัพธ์คือ จำได้เอาไว้ไปสอบ สอบเสร็จแล้ว จำได้บ้าง
ลืมบ้าง ได้ความรู้บ้าง ใช้ได้บ้าง แต่บางอย่างก็ลืม บางอย่าก็ไม่รู้ว่ารู้ไปทำไม?
เอ๋แล้วไม่ดีหรอรู้เยอะๆ...คำตอบคือดีแต่ไม่ทั้งหมด
การรู้เยอะเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ดีเสมอไป หากรู้แต่ใช้ไม่เป็น
การเรียนเพียงสิ่งที่ชอบนั้นต้องประกอบไปด้วยการเรียนในสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตด้วย
เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตเพื่อไปทำสิ่งที่คุณชอบได้
การเรียนจากพื้นฐานในสิ่งที่ชอบจะสร้างแรงปละพลังในการเรียนรู้ได้ดีกว่าการถูกบังคับเรียน
ดังนั้นประเด็นคือไม่ใช่แต่เรียนเฉพาะสิ่งที่ชอบ แต่รวมถึงได้เรียนในสิ่งที่นำไปใช้ได้
ส่วนบางอย่างรู้ไว้ประดับสมองก็ไม่ได้เสียหายอะไร
แต่การเรียนที่ป้อน สร้างความกดดัน หรือเรียนอย่างไม่อยากเรียน
นี่แหละจะทำให้ได้รับความรู้อย่างไม่เป็นความรู้...
อ่านไปอ่านมางงเองว่าเขียนอะไรไป ดังนั้นขอสรุปสั้นๆ
สำหรับเรา
1.ไม่โทษหลักสูตร ไม่โทษบทเรียน ว่าเยอะเกินไป
แต่ขอพูดว่ามันลึกเกินความจำเป็นต่างหาก
2.ไม่โทษว่าบทเรียนไม่ดี
แต่ขอติว่าสอนการนำไปใช้เพียง1ใน3ส่วนจากสิ่งที่เรียน
(สมมติตัวเลขขึ้นมาจากความรู้สึก)
ดังนั้นเรียนทฤษฎีมากมาย ต้องตบท้ายด้วยการปฏิบัติ
ถ้าเราเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เรียน สัมผัสความเป็นจริงได้
ใครเล่าจะไม่อยากรู้ไม่อยากเรียนเล่า...
Monday, January 21, 2008
เรียนภาษาอังกฤษบนมือถือ
เอไอเอส โมบายไลฟ์ ให้ฝึกเรียนภาษาอังกฤษ กับ คริสโตเฟอร์ ไรท์ คูรสอนภาษาอังกฤษสไตล์เด็กแนว และบริษัท ธิงค์ สมาร์ท ผ่านบริการ “ครูคริสออนโมบาย” สอนภาษาอังกฤษบนมือถือกับบริการ mLIVE! โดยจะส่งข้อความเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ทั้งประโยค คำศัพท์ ไวยากรณ์ และคำถามทดสอบความรู้ ด้วยเทคนิคการสอนแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพียงเข้าไปที่เมนู AIS Service เลือกบริการ mLIVE แล้วกด Activation สอบถามโทร 1175
//--------------------------------------------------
วันนี้เข้าไปดูข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อจะอัพเดทข้อมูลซักหน่อย
ก็เลยพบข่าวนี้เข้า ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะว่า ปัจจุบันมือถือเข้ามามีบทบาทมากจริงๆ
บางคนมีมือถือมากกว่า 1 เครื่อง บางคนซื้อมือถือที่มีฟังก์ชั่นมากเกินความต้องการ
จ่างแพงแต่ไม่ได้ใช้ ดังนั้นเราก็จับฟังก์ชั่นนั้นมาใช้งานซะ
ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จึงทำให้เราสามารถส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายได้อย่ารวดเร็ว
แม้แต่เวลาว่างๆ คุณก็สามารถหยิบมือถือขึ้นมาเรียนภาษาอังกฤษได้
เห็นไหมว่าดีแค่ไหน ถ้าเรารู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์
Monday, January 14, 2008
ความปลอดภัยในโรงเรียน
จริงๆแล้วมีหัวข้อที่น่าสนใจที่อยากเขียนหลายอย่างด้วยกัน
แต่เนื่องจากยังหาข้อมูลมาได้ไม่เพียงพอ
ระหว่างการหาข้อมูลก็ได้ไปเจอบทความของคุณครูท่านหนึ่ง
ซึ่งสอนอยู่ที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ท่านชื่อ ครูอำพล สงวนศิริธรรม
ซึ่งเป็นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์
เวบของคุณครูได้รวมบทความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไว้มากมาย
ถึงรูปแบบเวบอาจไม่ได้หรูหราเหมือนเวบใหม่ๆในปัจจุบัน
แต่รวมเนื้อหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่น่าสนใจมากมายด้วยกัน
แต่ที่สะดุดตาผู้เขียนมากกว่าคือเรื่องของหัวข้อที่ว่า
ความปลอดภัยในโรงเรียน
"ประเด็นแรกขอเริ่มที่ห้องเรียนที่นักเรียนเรียนประจำ หรือที่นิยมเรียกว่าโฮมรูม (Homeroom) ซึ่งนักเรียนจะต้องใช้เวลาอยู่ในห้องนี้ตลอดวันไม่น้อยกว่า 80 % มีอุปกรณ์ติดตั้งไว้หลายอย่าง ได้แก่ปลั๊กและสวิทช์ไฟฟ้า ซึ่งควรจะต้องมีสภาพดี ไม่มีรอยแตกชำรุดหรือเสียหาย เพราะอาจทำให้เกิดกระแสไฟรั่วเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ในห้องเรียนมักติดตั้งพัดลมเพดานไว้หลายตัว เคยมีข่าวว่าพัดลมเพดานชนิดที่เป็นใบพัด 3 ใบ ที่ติดตั้งไว้ไม่สูงมากพอ อาจทำให้นักเรียนที่กระโดดเล่นกันในห้องถูกใบพัดได้รับบาดเจ็บ ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนเป็นพัดลมชนิดโคจร ที่มีตระแกรงปิดใบพัดอยู่ด้วย จะทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น และถ้าเป็นห้องเรียนที่อยู่ในอาคารหลายชั้น ซึ่งมีระเบียงอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ก็ควรติดตั้งเหล็กดัดที่หน้าต่าง กันไม่ให้นักเรียนปีนออกไปเก็บของที่ระเบียง เพราะอาจพลัดตกอาคารเรียน เป็นอันตรายจนถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ "
โดยอ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://www.yupparaj.ac.th/FreeSoftware/intro.htm
นอกจากนี้ยังมีบทความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่น่าสนใจอีกมากมาย
เรื่องของความปลอดภัยนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนใส่ใจอยู่แล้ว
เนื่องจากความปลอดภัยก็เป็นหนึ่งความต้องการบนความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เรา
(จากทฤษฎีความต้องการขั้นพื้นฐานของ Maslow)
แต่บางครั้ง เราอาจมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดหมาย
อย่างเช่น เรื่องการเก็บของที่ระเบียง อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องชาย
เนื่องจากปีนไปเก็บของที่ระเบียงแล้วเหยียบลงบนหลังคากระเบื้องที่วางพาดบนแกนไม้เล็กๆ
จึงพลัดตกลงมาจากชั้นสอง โชคดีที่เป็นแค่ชั้นสอง แต่ก็โชคร้ายเพราะหลังหักและข้อมือหลุด
และเกือบพลาดไปโดนลูกกรงเหล็กแทง แต่โชคดีที่แค่เชี่ยวแขนไป
เรื่องที่สองคือการเล่นกันระหว่างเพื่อนฝูง
ผู้เขียนอยากเล่าว่า มีครั้งหนึ่งมีเพื่อนเล่นหยอกล้อกัน
อาจจะหยอกล้อแรงไปหน่อย เพื่อนคนนึงจึงโกด
คว้าเอาปากกาดินสอของเพื่อนข้างๆคว้างใส่เพื่อนเข้า
ปรากฎว่าปากกาเกือบจิ้มลูกตาของเพื่อน ดีที่เพื่อนใส่แว่นอยู่
บางคนอ่านแล้วดูเป็นเรื่องตลก แต่สิ่งนี้เป็นจุดเล็กๆน้อยๆ
ที่อาจกลายเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนหนึ่งคนเลยทีเดียว
ปัจจุบันนี้นอกจากความปลอดภัยในโรงเรียนแล้ว
ผู้ปกครองยังต้องมองถึงความปลอดภัยรอบๆโรงเรียนและระหว่างทางจากบ้านไปโรงเรียนด้วย
หากเราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆแล้ว
เราก็สามารถป้องกันตัวเองจากอุบัติเหตุได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามก็อยากฝากให้เด็กๆ ระมัดระวังและดูแลความปลอดภัยให้แก่ตัวเองด้วยเช่นกัน
