Thursday, January 24, 2008

รอให้ป้อนความรู้ หรือ ค้นคว้าคิดค้นด้วยตัวเองดี?

...ไม่มีคนเข้ามาอ่าน blog ข้าพเจ้าเลยแฮะ...

แต่ไม่เป็นไรซักวันเราจะเป็นนักเขียนที่ดีๆต่อไปในอนาคต...

เอาหละมาว่ากันต่อ ขอหยิบยกบทความของบุคคลท่านหนึ่งขึ้นมา

ซึ่งต้องขอโทษเจ้าของบทความนี้เพราะว่าเราจำไม่ได้ว่าท่านเป็นใคร

เรื่องนั้นมีอยู่ว่า

//**********************

เด็กวัยก่อน 13 ปีเป็นวัยที่เปลี่ยนความคิด และนิสัยง่ายที่สุด เพราะหากเด็กจะไม่ชอบหรือมีปัญหากับการเรียน ก็จะอยู่ที่วัยนี้ หากเรียนวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจ ก็จะทำให้ไม่ชอบเรียนด้านนี้ไปตลอด ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มแก้ที่ตรงนี้ ระบบการศึกษาของไทย มักจะเป็นการป้อนความรู้ให้เด็กมากกว่าให้เด็ก ได้ค้นคว้า หรือได้คิดด้วยตัวเอง เราต้องทำให้เขาได้คิดสร้างสรรค์เองแบบเป็นระบบ หรือให้มองผลที่เกิดขึ้นโยงไปเป็นขั้นๆ เชื่อมกันไปเรื่อยๆ ไม่ใช่คิดเป็นจุดๆ ตรงนี้จะเป็นการรักษา “โรคกลัวคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์” ของเด็กๆ ได้ นี้จึงเป็นสาเหตให้การเรียนรู้ในค่ายคิดเป็นมุมกลับ คือ เอาเทคโนโลยีมาให้ดูให้เห็นลองเล่น ลองทำก่อน ให้เขารู้สึกว่าท้าทายแล้วเด็กจะประทับใจ กลายเป็นความชอบไปเอง” นายยืน กล่าว

//***********************

เป็นอย่างไรบ้างคะ? อ่านแล้วรู้สึกกันอย่างไรบ้าง?
เชื่อว่าความคิดของบุคคลท่านนี้นั้นตรงใจกับใครอีกหลายๆคนเลยทีเดียว
แต่แปลกที่กลับไม่มีคนลุกขึ้นมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
หรือบางทีก็ทำเหมือนจะแก้แต่ก็ไปไม่รอดถึงฝั่ง
อันนี้จะพูดมากว่ามากก็ไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นคนลงไปคลุกคลีกับแนวทางแก้ไขหรือสิ่งที่เค้าว่ากันว่า
กำลังดำเนินการแก้ไข ดังนั้นเดี๋๋ยวจะโดนว่า ไม่รู้จริงอย่าสอด...เอ๋แรงไปรึเปล่า
แต่เราก็มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นกันนะ และก็ไม่ได้พาดพิงว่าใครโดยตรง

แต่ต้องขอชูประโยคนี้ขึ้นมาชัดๆอีกรอบ

ศึกษาของไทย มักจะเป็นการป้อนความรู้ให้เด็กมากกว่าให้เด็ก ได้ค้นคว้า หรือได้คิดด้วยตัวเอง

ไฮไลท์สีแดงไว้ให้ด้วยตจะได้เห็นชัดๆ
ปัญหาของสิ่งนี้คืออะไร ถ้าตามความคิดของเราแล้วนั่นก็คือ
การเรียนจากความไม่ชอบ แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องเรียน
ดังนั้นผลลัพธ์คือ จำได้เอาไว้ไปสอบ สอบเสร็จแล้ว จำได้บ้าง
ลืมบ้าง ได้ความรู้บ้าง ใช้ได้บ้าง แต่บางอย่างก็ลืม บางอย่าก็ไม่รู้ว่ารู้ไปทำไม?
เอ๋แล้วไม่ดีหรอรู้เยอะๆ...คำตอบคือดีแต่ไม่ทั้งหมด
การรู้เยอะเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ดีเสมอไป หากรู้แต่ใช้ไม่เป็น
การเรียนเพียงสิ่งที่ชอบนั้นต้องประกอบไปด้วยการเรียนในสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตด้วย
เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตเพื่อไปทำสิ่งที่คุณชอบได้
การเรียนจากพื้นฐานในสิ่งที่ชอบจะสร้างแรงปละพลังในการเรียนรู้ได้ดีกว่าการถูกบังคับเรียน
ดังนั้นประเด็นคือไม่ใช่แต่เรียนเฉพาะสิ่งที่ชอบ แต่รวมถึงได้เรียนในสิ่งที่นำไปใช้ได้
ส่วนบางอย่างรู้ไว้ประดับสมองก็ไม่ได้เสียหายอะไร
แต่การเรียนที่ป้อน สร้างความกดดัน หรือเรียนอย่างไม่อยากเรียน
นี่แหละจะทำให้ได้รับความรู้อย่างไม่เป็นความรู้...

อ่านไปอ่านมางงเองว่าเขียนอะไรไป ดังนั้นขอสรุปสั้นๆ
สำหรับเรา

1.ไม่โทษหลักสูตร ไม่โทษบทเรียน ว่าเยอะเกินไป
แต่ขอพูดว่ามันลึกเกินความจำเป็นต่างหาก

2.ไม่โทษว่าบทเรียนไม่ดี
แต่ขอติว่าสอนการนำไปใช้เพียง1ใน3ส่วนจากสิ่งที่เรียน
(สมมติตัวเลขขึ้นมาจากความรู้สึก)

ดังนั้นเรียนทฤษฎีมากมาย ต้องตบท้ายด้วยการปฏิบัติ
ถ้าเราเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เรียน สัมผัสความเป็นจริงได้
ใครเล่าจะไม่อยากรู้ไม่อยากเรียนเล่า...

No comments: